Content การนำมาประยุกต์ใช้กับคอนเทนต์ของคุณ เปลี่ยนคอนเทนต์

Content is King !
หากคุณเป็นนัก การตลาดสาย Content Marketing ผมคิดว่าบทความนี้เป็นของคุณ ! และหากว่า SEO ไม่ได้เป็นเรื่องที่คุณถนัด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ SEO มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้กับคอนเทนต์ของคุณ เปลี่ยนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไปเป็น คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับ search engine (google)

ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Content Marketing
ถึงแม้ว่า SEO จะเป็นเรื่องของเทคนิคอล และค่อนข้างจะเน้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งในการพัฒนาหรือปรับปรุง แต่ในการนำเสนอคุณค่าผ่าน Content ออกไปนั้น ควรจะนำเทคนิคที่ใช้ในการทำ SEO มาประกอบกันเพื่อให้คอนเทนต์ของคุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันเราไม่สามารถแยก SEO และ Content Marketing ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เราควรจะมองทั้งสองสิ่งนี้เป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน หาก SEO นั้นมีความปรารถนาอะไรก็ตาม Content Marketing จะต้องเป็นส่วนที่เข้าไปเติมเต็มความปรารถนานั้นนั่นเอง

เริ่มต้นด้วย Keyword Research
แม้ว่าเทคนิคในการทำ SEO นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยบ้าง แต่หลักหรือใจความของมันนั้นยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “keywords” คำค้นหาหรือประโยคที่นำพาผู้คนมาสู่คอนเทนต์ของเรานั่นเอง การทำ keyword research นั้นถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ก่อนที่จะนำมันไปใช้ในคอนเทนต์หรือบทความ

Keyword Planner สามารถใช้งานได้ผ่านบัญชี Google Ads ฟรี!

Keyword Planner เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google เพียงมีบัญชี Google Ads (ไม่ต้องซื้อโฆษณาก็ได้ แต่ข้อมูลจะไม่ละเอียดเท่ากับบัญชีที่เคยผ่านการทำโฆษณา) เครื่องมือนี้ยังสามารถบอกว่าการแข่งขันในหน้าค้นหานั้น ยาก-ง่าย ขนาดไหนอีกด้วย

Keyword Ideas ที่สามารถดูได้ผ่าน Keyword Planner

เราอาจจะเริ่มต้นด้วย keyword หลักที่เราต้องการจะโฟกัส และเรายังสามารถหา long-tail keywords ได้เพิ่มเติมจาก Keyword Planner เพื่อให้คุณนำไปใช้ประกอบการเขียนบทความหรือคอนเทนต์ของคุณได้อีกด้วยครับ เทคนิคที่ผมมักจะใช้ประจำในการหา keyword มาเขียนคอนเทนต์ก็คือ

  1. ในแต่ละบทความหรือคอนเทนต์ ควรจะมี keyword หลักที่จะเขียนถึงเพียง keyword เดียว
  2. ค้นหา keyword ที่มีการค้นหาเยอะๆ แต่มีการแข่งขันน้อยๆ High Volumn – Low Competition KW
  3. เตรียม long-tail KW ที่สอดคล้องกับ keyword หลักไว้อย่างน้อย 10-20 คำหรือประโยค

เลือก SEO Strategies ให้เหมาะสมกับ Content Marketing

แน่นอนว่าคนที่มีความรู้เทคนิคด้าน SEO นั้นจะคุ้นเคยกับ On-Page และ Off-Page กันเป็นอย่างดี แต่ว่าบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดในส่วนของ Off-Page เราจะแนะนำให้นักการตลาดสาย Content Marketing นำเทคนิคของ SEO แบบ On-Page ไปปรับใช้ในคอนเทนต์หรือบทความของคุณกันครับ

  • Title ของคุณควรเริ่มต้นด้วย keyword โดยพยายามอย่าให้เกิน 60 ตัวอักษร หรือ 600 px
  • Description ของคุณนอกจากจะต้องมี keyword อยู่ด้วยแล้ว เนื้อหายังต้องกระชับ น่าอ่าน ชวนให้กดเข้าไปอ่านต่อ โดยพยายามอย่าให้เกิน 160 ตัวอักษร
  • การใส่ keyword ลงไปในชื่อ url (slug) นั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ
  • อย่าลืมที่จะใส่ keyword หลักของคุณลงไปใน Headline Tag (H1)
  • Sub Headline (H2,H3,…H6) สามารถใส่ keyword หลัก หรือ long-tail keyword ก็ได้ครับ แนะนำว่าใส่แต่พอดีๆละกัน
  • เนื้อหาในบทความของคุณจะต้องมีประโยชน์ เนื้อหาสอดคล้องไปกับ Title และ Description ที่คุณพาผู้อ่านเข้ามายังเว็บไซต์ และอย่าลืมใส่ keywords หลักของคุณในย่อหน้าแรกด้วยนะครับ
  • ใช้สื่อต่างๆเข้ามาประกอบในคอนเทนต์ของคุณด้วย ถ้าเป็นรูปภาพ อย่าลืมใส่ alt tag ให้แต่ละรูปภาพด้วยนะครับ (แอบสอดแทรก keyword ก็ได้)
  • อย่าลืมใส่ลิงค์เชื่อมต่อบทความภายในเว็บไซต์ (internal link) และส่งไปเว็บไซต์ภายนอกบ้างนะครับ (outbound link)
  • เว็บไซต์ควรจะเป็น responsive และโหลดไว
  • อย่า spam ใส่ keyword ลงไปในคอนเทนต์เยอะๆ เดี๋ยวจะโดนแบนได้นะ

ถ้าคุณทำแต่คอนเทนต์ไม่ได้ทำเว็บไซต์ อาจจะงงๆว่า TITLE,DESCRIPTION และพวก H1,H2,…H6 และ ALT TAG

มาดูรูปตัวอย่าง 2 รูปนี้กันดีกว่าครับ น่าจะช่วยให้เข้าใจขึ้นบ้าง โดยรูปแรกนี้คือ SERP หรือหน้าผลลัพท์ที่เกิดขึ้นหลังจากเราค้นหาในหน้า GOOGLE

ในหน้า SERP จะแสดงผลลัพท์แบบนี้ออกมา
  • สีน้ำเงินคือ <title> เราสามารถเขียนและให้ website developer ช่วยใส่ให้ได้
  • สีเขียวคือ url (slug) เราก็สามารถกำหนด และให้ทาง dev ช่วยจัดการได้เช่นกัน
  • สีดำคือ <description> เราเป็นคนเขียนตามหลัก seo และให้ทาง dev ช่วยใส่ให้ได้

ส่วนรูปนี้คือคอนเทนต์หรือบทความ หลังจากที่เราคลิ๊กเข้ามาอ่านแล้วนะ จะมีสองส่วนที่เราอาจจะต้องขอให้ DEV ช่วยจัดการให้นะ

ตัวอย่างคอนเทนต์เรื่องการติดตั้ง Facebook Pixel
  • Headline และ Sub Headline สามารถให้ทาง dev กำหนดได้ครับว่าหัวข้อไหนเราต้องการให้เป็น H1 หรือ H2,H3… แต่ละเว็บไซต์จะแสดงผลหัวข้อเหล่านี้แตกต่างกันไปครับ ขึ้นอยู่กับดีไซน์
  • รูปภาพที่แสดงผลให้เราเห็น google จะไม่เข้าใจว่าคือรูปอะไรครับ เราต้องบรรยายให้เค้ารู้สักหน่อยด้วย alt tag แอบแทรก keyword ไปด้วยก็ได้ครับ (alt tag นั้นจะติดตั้งโดย dev เราจะมองไม่เห็นในหน้าคอนเทนต์นะครับ)

จะเห็นว่าการทำ SEO On-Page นั้นจะต้องพึ่งพา content ที่ดีเป็นอย่างมาก แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลยครับ หากเราเข้าใจในหลักการทำงานของ SEO เราก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์คุณภาพและยังเป็นมิตรกับ google ได้อีกด้วย

ทำคอนเทนต์เหนื่อยแทบแย่แต่ไม่มีคนอ่าน แม้เนื้อหาจะมีประโยขน์เพียงใดก็ไร้ค่า ผลตอบรับที่คาดว่าจะดีก็อาจจะพลิกผัน จากที่คิดว่าจะดังก็อาจจะกลายเป็น “วูบ” โดยไม่รู้ตัว การที่คอนเทนต์ไม่ติดหูหรือตราตรึงผู้คนล้วนมีสาเหตุอยู่หลายประการครับ แต่สาเหตุหนึ่งในนั้นก็คือ “การไม่รู้เทคนิคในการทำให้คอนเทนต์ติดอันดับการค้นหาบนหน้า google” หรือการทำคอนเทนต์ SEO นั่นเอง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาทำคอนเทนต์แล้วไม่มีคนเห็น วันนี้เรามีคำแนะนำที่น่าสนใจมาฝาก

8 วิธีสร้างคอนเทนต์แบบ SEO ค้นหาเจอบน google

1. จะทำคอนเทนต์ SEO ทั้งทีต้องเลือกเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่เขา “สนใจ”

เข้าใจว่าหลายคนคงจะมีอารมณ์ความติสก์อยู่ในตัวประเภทที่ว่าฉันอยากจะทำคอนเทนต์เรื่องที่ฉันชอบฉันสนใจ แต่จงอย่าลืมว่าเรื่องที่คุณชอบคนอื่นเขาอาจไม่ได้รู้สึกชอบไปกับคุณด้วย หากจุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์มาแบบผิดที่ผิดโดยทางทำเนื้อหาที่ไม่ค่อยจะมีใครเขาสนใจ แม้เนื้อหาจะดีเพียงใดก็คงจะไม่มีใครสนใจเหมือนเดิม

2. คีย์เวิร์ดคำค้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ หากอยากติดอันดับดี ๆเป็นคอนเทนต์ SEO บน google คุณต้องใส่คีย์เวิร์ดไว้ในคอนเทนต์

การทำงานของคอนเทนต์ที่จะติดอันดับบน google ได้นั้นต้องอาศัย “คีย์เวิร์ด” หรือคำค้นหาที่อยู่ในตัวคอนเทนต์ครับ คอนเทนต์ใดที่มีคีย์เวิร์ดประกอบอยู่มากก็จะมีโอกาสที่ google จะหาคอนเทนต์นั้นเจอได้ง่ายกว่าคอนเทนต์ที่ไม่มีคีย์เวิร์ดอยู่เลย ดังนั้นหากคิดจะทำคอนเทนต์ให้ติด SEO คุณจะต้องสนใจในเรื่องของการใส่คีย์เวิร์ดลงไปในคอนเทนต์ที่คุณสร้างเสมอ โดยมากจำนวนคีย์เวิร์ดที่นิยมใส่กันจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 3% ของจำนวนคำทั้งหมด

3. ถ้าไม่รู้จะใช้คีย์เวิร์ดแบบไหนมาทำคอนเทนต์ SEO “Google keyword planner” ช่วยคุณได้

การใส่คีย์เวิร์ดลงไปในคอนเทนต์อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย ๆแต่เชื่อหรือไม่ว่าการจะเลือกเอาคีย์เวิร์ดใดมาใส่เพื่อทำคอนเทนต์ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะคีย์เวิร์ดที่เราคิดว่าน่าจะใช้ได้ก็อาจจะไม่ใช่คำค้นยอดนิยมใน google ก็ได้ แต่ตัวของ Google keyword planner ช่วยคุณได้ครับ เพียงแค่คุณมีเนื้อหาที่จะทำคอนเทนต์อยู่ในใจคุณสามารถใช้ Google keyword planner ในการเลือกคำค้นหาที่ถูกค้นบ่อย ๆ และตรงกับเนื้อหาของคอนเทนต์ที่คุณกำลังจะทำเพื่อนำมาใช้ในคอนเทนต์ของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้คีย์เวิร์ดดี ๆที่มีคนใช้ในการค้นหาบน google อยู่บ่อย ๆมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์แล้ว

4. ชื่อเรื่องควรจะมีคีย์เวิร์ดเป็นส่วนประกอบแล้วมีส่วนขยายที่เรียกว่า Long tail keyword

หลายคนเมื่อได้คำคีย์เวิร์ดมาใช้ในการทำคอนเทนต์ SEO ก็จะเกิดคำถามที่ว่าแล้วจะเริ่มใส่คีย์เวิร์ดลงไปตั้งแต่ตอนไหน คำแนะนำก็คือให้ใส่คีย์เวิร์ดลงไปตั้งแต่ชื่อเรื่องของคอนเทนต์เลยครับ แล้วขยายความคีย์เวิร์ดนั้นด้วยวลีสั้น ๆที่เรียกว่า long tail keyword เช่นหากคีย์เวิร์ดของคุณคือ “สถานที่ท่องเที่ยว” คุณอาจตั้งชื่อบทความที่มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นว่า “10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกสำหรับคู่รัก” ก็ได้

5. สำหรับหัวข้อย่อยในคอนเทนต์คุณก็ต้องใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วยเสมอ

การใส่คีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์ไม่ได้ถูกจำกัดตำแหน่งการใส่เฉพาะหัวเรื่องหรือในตัวเนื้อหาภายในเท่านั้น คุณสามารถใส่มันลงไปในหัวข้อย่อยของคอนเทนต์อีกได้เช่นกัน จำไว้เสมอว่าหากคุณกระจายคำคีย์เวิร์ดลงไปในส่วนต่าง ๆทั่วทั้งคอนเทนต์ โอกาสที่คอนเทนต์นั้นจะติดอันดับ SEO บน google ก็มีสูง

6. คอนเทนต์ SEO ที่ดีจะต้องดึงความสนใจของคนให้อยู่ในเว็บไซต์ได้นาน

วิธีการหนึ่งที่ google ใช้นับและจัดอันดับคอนเทนต์ SEO ก็คือการที่มีคนเข้าไปอยู่ในหน้าเว็บไซต์หรือหน้าเพจคอนเทนต์นาน ๆเพราะฉะนั้นหากคุณคิดจะทำคอนเทนต์ให้ติด SEO คุณจำเป็นต้องวางแผนออกแบบการสร้างคอนเทนต์ให้ดี โดยเฉพาะในย่อหน้าแรกที่เป็นบทเกริ่นนำที่คุณต้องทำมันออกมาให้น่าสนใจและดึงดูดมากพอที่จะทำให้คนที่อ่านคอนเทนต์เกิดความรู้สึกอยากจะตามไปอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อ เพราะในยุคนี้อะไรที่ดูไม่น่าสนใจมากพอ คนมักจะไม่อดทนอ่านต่อจนจบ

7. มี internal link เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาอื่น ๆภายในเว็บไซต์

อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยตรึงคนให้อยู่ภายในเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้นก็คือการทำ internal link เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาจากหน้าเพจปัจจุบันไปยังเนื้อหาอื่น ๆที่คุณอยากให้คนที่เข้ามาได้เห็นภายในเว็บไซต์ของคุณเอง วิธีการนี้จะช่วยทำให้ google จดจำเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้นในฐานะเว็บไซต์คุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการติดอันดับบนหน้า google ได้มากยิ่งขึ้น

8. คอนเทนต์ที่ดีจะต้องเป็นมิตรกับการแสดงผลบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ

คุณคิดว่าในยุคนี้ผู้คนรับข่าวสารผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารช่องทางใดมากที่สุด คำตอบก็คือ “โทรศัพท์มือถือ” นั่นเอง เพราะฉะนั้นคุณต้องออกแบบเว็บไซต์และคอนเทนต์ให้เอื้อประโยชน์ต่อการแสดงผลบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือจึงจะเพิ่มโอกาสในการมองเห็นของผู้คนอันจะส่งผลต่อการติดอันดับดี ๆในหน้า google ได้ครับ

การสร้างคอนเทนต์ให้ติดอันดับดี ๆบนหน้า google หรือที่เรียกกันว่าการทำคอนเทนต์ SEO ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยหากคุณเข้าใจหลักและเทคนิคในการทำครับ แต่สิ่งที่คุณควรจะคำนึงถึงเสมอก่อนการทำคอนเทนต์ใด ๆก็ตามนั่นก็คือ “คอนเทนต์ที่คุณทำต้องเป็นคอนเทนต์คุณค่าหรือ value content”เท่านั้นจึงจะเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์นั้นเป็นที่จดจำและถูกส่งต่อหรือบอกต่อได้มาก แม้นว่าคุณจะใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆไว้ในคอนเทนต์มากเพียงใดหรือใช้สารพันเทคนิคสร้างคอนเทนต์ SEO ออกมาได้สำเร็จ

แต่ถ้าคอนเทนต์ที่คุณทำไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆต่อเลย โอกาสที่คอนเทนต์นั้นจะถูกพูดถึงหรือบอกต่อก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วยและคงไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆจากการทำคอนเทนต์นั้น

แน่นอนการทำ SEO นั้นจะช่วยให้เว็บไซต์มี Traffic เพิ่มขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการทำ SEO นั้นบทความ
หากบทความมีองค์ประกอบที่ดีจะช่วยให้บทความเรานั้นมีโอกาสแสดงผลได้มาก มาดูกันว่าเทคนิคการเขียนบทความมีอะไรบ้างได้ดังนี้

– Title ของคุณควรประกอบไปด้วย keyword ที่คุณต้องการ โดยไม่พยายามอย่าให้เกิน 60 ตัวอักษร

– Description ควรมี Keyword และคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันรวมด้วย โดยการเขียนนั้นควรอ่านง่าย ดึงดูด น่าสนใจ น่ากดเข้าไปอ่านต่อ โดยพยายามอย่าให้เกิน 160 ตัวอักษร

– การใส่ Keyword ไปใน Slug ของ URL

– Heading tags ( ตั้งแต่ H1-H6 ) ควรประกอบ มี keyword ประกอบด้วย

– เนื้อหาของคุณควรมี Keyword ในบทความกระจายกันอย่างธรรมชาติ

– ที่สำคัญ บทความที่ดีผู้อ่านควรได้ประโยชน์จากการอ่านหรือตอบคำถามแกผู้ใช้งานได้

วิธีการพัฒนาเพิ่ม RANKING ให้ดีขึ้น

สถิติการตลาดผ่านวิดีโอของเราจะเห็นได้ว่า:

– ผู้คนที่ดูวีดีโออยู่ในคนทุกกลุ่ม

– 79 %ของคนสมัยนี้ต้องการดูวีดีโอมากกว่าอ่านบล็อก

– วีดีโอช่วยตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

อย่างที่รู้กันว่าการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่เปิด Google ก็ค้นพบสิ่งที่ต้องการได้ทันที แต่ในมุมมองของเว็บไซต์ที่ต้องการให้คนค้นหาตนเองเจอก็จำเป็นต้องเรียนรู้ในการสร้างเว็บออกมาให้เหมาะสมมากที่สุด โดยเฉพาะคนมีหน้าที่ทำ SEO สิ่งที่เรียกว่า Search Intent Optimization จึงกลายเป็นอีกปัจจัยในปี 2021 ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ จำเป็นต้องมี เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาให้เจอง่ายขึ้นกว่าเดิม

Search Intent Optimization คืออะไร

หากแปลกันแบบตรง ๆ ตัว Search Intent Optimization ก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการตั้งใจค้นหาให้ชัดเจนขึ้น หรือจะบอกได้ว่าเว็บไซต์จำเป็นต้องสร้างเนื้อหาที่ตรงกับเจตนาของผู้ค้นหานั่นเอง เช่น ข้อมูลเพื่อตอบคำถามในสิ่งที่อยากรู้, ข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อ เป็นต้น

ความสำคัญของ Search Intent Optimization

คิดแบบพื้นฐานง่าย ๆ คือ การที่ Google เป็นเว็บ Search Engine อันดับ 1 ในเวลานี้ เพราะพวกเขาสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานอยากรู้มานำเสนอได้อย่างตรงจุด ดังนั้น Search Intent Optimization จึงยิ่งเป็นการเพิ่มความแม่นยำและความถูกต้องในการค้นหาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตรงกับความต้องการ ดังนั้นหากเว็บไซต์ไหนมีอันดับใน Google ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อบวกกับการค้นหาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้นไปอีก ก็จะทำให้ traffic ในการเข้าใช้งานสูง โอกาสเติบโตทางธุรกิจก็มีมากขึ้น ในการทำเนื้อหาต่าง ๆ บนเว็บไซต์ให้เป็นไปตามหลักของ Search Intent Optimization จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ประเภทเนื้อหาที่ตอบโจทย์ Search Intent Optimization

การให้ข้อมูลทั่วไป
สำหรับคนที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามให้กับตนเอง เช่น นักร้องนำวงนี้คือใคร, ทำไมราคากุ้งแพงขึ้น เป็นต้น แต่การให้ข้อมูลก็ไม่ใช้คำถามเสมอไป เพราะอาจเป็นเรื่องอื่นที่ยังคงให้คำตอบได้เหมือนกัน อาทิ วิธีสร้างเว็บด้วยตนเอง, การทำขนมบัวลอยอย่างง่าย เป็นต้น

การให้ข้อมูลเพื่อนำทาง
จะเป็นการค้นหาแบบเจาะจงไปเลยว่า ต้องการหาข้อมูลในเรื่องนั้น ๆ เช่น เช็คพัสดุไปรษณีย์, Content is King ,Facebook Login เป็นต้น

การให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ
เป็นอีกกลุ่มของคนที่ต้องการค้นหาข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจนว่าจะเลือกอะไรดี เช่น รีวิวรถยนต์ Honda City VS Toyota Vios ตัวใหม่, แนะนำคอมพิวเตอร์น่าใช้งาน 2021, 10 โรงเรียนสอนภาษายอดนิยม เป็นต้น

การให้ข้อมูลสำหรับทำธุรกรรม
ผู้ค้นหาเตรียมจ่ายเงินให้แน่ แต่ต้องการเลือกช่องทางที่สะดวกหรือคุ้มค่าที่สุด เช่น ส่วนลดพิซซ่า 1112, Samsung Galaxy S21 Ultra ซื้อที่ไหน เป็นต้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่าหากเว็บไซต์ไหนสามารถทำ Search Intent Optimization ให้โดนใจผู้ค้นหาได้มากที่สุด ก็จะได้รับการเข้าชมมากขึ้น มีโอกาสสร้างการรับรู้หรือสร้างยอดขายให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเลย

Posted in SEO Tagged with: ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*