วิจารณ์ละเอียด Avatar ที่สุดแห่งปี ภาพยนตร์ที่จะเป็นที่กล่าวขานไปอีกนาน

Avatar ที่สุดแห่งปี ภาพยนตร์ ที่จะเป็นที่กล่าวขานไปอีกนาน

หลังจากห่างหายจากวงการภาพยนตร์ไปสิบกว่าปี ในที่สุด เจมส์ คาเมรอน ก็กลับมาพร้อมกับผลงานที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ และน่าจะกวาดรายได้และรางวัลอย่างท่วมท้นเรื่อง AVATAR ที่เขาทั้งกำกับ เขียนบทและร่วมพัฒนาเทคนิคพิเศษด้านภาพ ขึ้นมาใหม่ อวตารว่าด้วยเรื่องราวของนาวิกโยธินขาพิการ นามว่า เจค ซัลลี่ ที่เข้าร่วมโครงการอวตาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมใหม่ ที่จะถ่ายทอดจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เข้าไปในร่างใหม่ โดยโครงการนี้ ฝ่ายทหารหวังให้กลุ่มอวตารนี้ เข้าไปแทรกแซงและสืบข้อมูลต่างๆของชาวเนวี ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองบนดวงจันทร์แพนดอร่า ที่ซึ่งมีแหล่งแร่ที่มีค่ามหาศาลต่อมนุษย์ โดยหวังจะเข้าไปรุกรานและยึดครองพื้นที่ตรงนั้น แต่เมื่อเจค ได้เข้าไปเรียนรู้ สัมผัสกับวัฒนธรรม จิตใจและการใช้ชีวิตของชาวเนวี ทำให้เขาต้องหันกลับมามองการกระทำของฝ่ายมนุษย์เอง และตัดสินใจเข้าร่วมกับเนวีต่อต้านการรุกรานของมนุษย์

โครงเรื่องของหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าจะถูกมองว่าธรรมดา ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก แต่ว่าการเล่าเรื่อง screenplay ของเรื่องนี้ ก็สามารถสร้างคุณค่าและความน่าติดตามให้กับหนังได้อย่างดี เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ เป็นไปตามสูตรสำเร็จของโครงสร้างหนังแบบคลาสสิก สามารถคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆได้ไม่ยาก แต่กระนั้นก็ไม่ได้เป็นข้อเสีย

เพราะความลงตัวและพิถีพิถันในการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆบนแพนดอร่า มุมมองของตัวละครเอกมีพัฒนาการไปเรื่อยๆ มี subplot และเหตุการณ์ย่อยต่างๆช่วยเสริม และเพิ่มระดับความขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ไคลแม็กซ์และบทสรุปท้ายเรื่อง ทำให้การเล่าเรื่องของอวตารสอบผ่านอย่างเห็นได้ชัด

หนังเริ่มด้วยการถ่ายทอดมุมมองตัวเจค ซัลลี่เกี่ยวกับพี่ชายของเขาและการมาเข้าร่วมโครงการอวตารนี้ ซึ่งเป็นการปูเรื่องสั้นๆ แต่ถ่ายทอดเรื่องราว ความคิดที่เป็นตัวตนของเจคได้อย่างดี ซึ่งตอนแรกนี้ หนังพยายามปูให้เจค เป็นตัวแทนคนธรรมดาคนนึง ที่โชคชะตาขีดให้เขามาทำหน้าที่แทนพี่ เขาไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่ดี ประกอบกับขาที่พิการ

ทำให้ตัวละครนี้มีแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการอย่างดี ต่อมาหนังก็พาเราไปสู่ร่างอวตารอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยการออกภาคสนามครั้งแรก ที่พัดหลงกับกลุ่ม และหลังจากสู้เอาชีวิตรอดในป่ายามค่ำคืน ก็ได้พบกับเนย์ทิรี ที่มาช่วยชีวิตเจคไว้ เป็นช่วงที่หนังใช้เหตุการณ์เพียงน้อยนิด แต่ขับเคลื่อนเนื้อเรื่องไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นหนังก็ค่อยๆ เน้นเรื่องราวของฝั่งเนวีมากขึ้น โดยค่อยๆเพิ่มความสัมพันธ์ของเจค กับเนย์ทิรีขึ้นเรื่อยๆ จากความรำคาญต่อเจคที่ช่างไม่รู้วัฒนธรรมของเนวี ผ่านการทดสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกขี่ม้า ยิงธนู การแกะรอยของพรานป่า ไปสู่การฝึกบินไปกับอิกราน เหล่านี้ล้วนทำให้ทั้งสองสนิทและเข้าใจกันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ผู้ชมซึมซับ “จิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง”

หรือจิตใจที่บริสุทธิ์ของตัวละครหลักอย่างค่อยเป็น ค่อยไปและน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งรายละเอียดของฝั่งมนุษย์ โดยการเปิดที่ตั้ง ของ site งานที่อยู่บนเขา และสร้างให้ตัวละครรองอย่างนอร์มและดร.ออกัสทีน มีมิติมากขึ้น โดยตอนแรกที่เจคเข้าไปและเป็นที่ยอมรับของเนวี นอร์มก็รู้สึกอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆเข้าใจกัน เช่นเดียวกับ ดร.ออกัสทีน ที่ช่วงแรกยังไม่ค่อยยอมรับในตัวเจคและรู้ว่าเขาแอบไปรายงานกับฝ่ายทหารด้วย แต่ก็มีฉากที่เธอพาเจคไปนอน หรือจู้จี้เรื่องการกินของเจคที่สื่อว่า แท้จริงแล้วตัวละครนี้เป็นยังไง

หนังถ่ายทอดอารมณ์โรแมนติก ที่สวยงามและลงตัวมาก ทั้งในฉากที่ทั้งสองขี่อิกรานบินไปด้วยกัน หรือฉากรักภายใต้ผืนป่าเรืองแสง ต่อมาเมื่อเจคกับเนย์ทิรี ยอมรับความรักกันและกันแล้ว หนังก็ค่อยๆเปลี่ยนไปสู่อารมณ์แอ็คชัน โดยมีเหตุการณ์ที่เจคไปขัดขวางรถถางป่า

ทำให้เขาเริ่มขัดแย้งกับฝ่ายทหาร มาสู่ฉากที่เถียงกันที่หอบังคับการ ฉากนี้นอกจากจะเฉลยความลับของดาวแพนดอร่าแล้ว ยังนำประเด็นเรื่อง video logที่ปูไว้ตั้งแต่แรก มาใช้ให้ฝ่ายทหารอ้างการใช้กำลังได้ ช่วงหลังจากนี้หนังร้อยเรียงและเพิ่มระดับความขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เจคขออาสาไปเจรจากับเนวี ฉากยกทัพไปถล่มโฮมทรี และตัดเจคกับดร.ออกัสทีนจากร่างอวตาร มาจนถึงที่กลุ่มพระเอกถูกจับไปขังและทรูดี้ตัดสินใจพาพวกเขาหลบหนีไปยัง site สำรองบนหุบเขา ช่วงนี้ยังแทรกเหตุการณ์ย่อยเข้ามาได้อย่างโดดเด่น คือการเขียนบทให้พ่อของเนย์ทิรีตาย เพื่อช่วยกดความรู้สึกของเนย์ทิรีให้เศร้ามาก และการให้ ดร.ออกัสทีนถูกยิงบาดเจ็บ เพื่อเปิดพลังอำนาจของเอวาไว้ก่อน ซึ่งถึงแม้จะไม่สามารถช่วยชีวิตเกรซได้ แต่ก็เป็นการปูไปสู่จุดจบที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อเจคอวตารกลับมาอีกครั้ง ในอารมณ์หม่นหมองแต่แฝงด้วยพลังและความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม เขากลายเป็นตำนานผู้ขี่เงาสุดท้าย และกลับมาช่วยเหลือชาวเนวี มีบีตส์ที่พระเอก นางเอกกลับมาเข้าใจกัน ซึ่งจากการปูอารมณ์ของทั้งสอง ที่ต่างต้องสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก และผ่านเหตุร้ายต่างๆมาร่วมกัน ทำให้ฉากนี้ ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความรัก ความเชื่อใจของทั้งสองได้อย่างชัดเจน หลังจากช่วยชีวิต ดร.เกรซไม่สำเร็จ หนังก็ยกระดับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ โดยการกระจายกันไประดมกำลังเนวี จากเผ่าต่างๆให้มาปกป้องแพนดอร่า และมีฉากนึงที่เป็นประโยชน์มาก คือ ฉากที่เจค เข้าไปอธิษฐานต่อ เอวา ให้ทรงประทานพลังและช่วยปกป้องผืนแผ่นดินนี้ ฉากนี้นอกจากจะปูเหตุผลที่มีน้ำหนักที่ทำให้เนวี มีชัยเหนือมนุษย์ได้แล้ว ยังสื่อถึง ความเชื่อและศรัทธาในเอวาอย่างเต็มเปี่ยมของเจค ก่อนที่หนังจะเข้าสู่ไคลแม็กซ์สงครามสุดท้ายอย่างอลังการ ตระการตา และลงตัว พร้อมทั้งส่งอารมณ์คนดูให้เต็มอิ่ม ด้วยฉากจบที่เจค สามารถอวตารไปอยู่ในร่างของเนวีโดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใดๆ

ตัวละครรองต่างๆของเรื่องนี้ ไม่ค่อยมีมิติมาก เน้นความเรียบง่ายทางความคิด อย่างนายพลควอริช ที่ชั่วอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ดร.เกรซ ออกัสทีน ซึ่งมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง พ่อแม่ของเนย์ทิรีที่เป็นหัวหน้าชนเผ่าและผู้พยากรณ์ ความง่ายและตื้นของตัวละครเหล่านี้กลับไม่ทำให้หนังดูแย่ลงแต่อย่างใด เพราะมันต่างช่วยส่งพล็อตและตัวละครหลักให้ชัดเจน อย่างตัวทูเซย์ ซึ่งตอนแรกไม่เห็นด้วยและไม่ถูกกับเจค แต่ภายหลังเขาก็ยอมรับและเคารพความเป็นผู้นำของเจค หรือเพื่อนมนุษย์อย่างนอร์ม และดร.ออกัสทีน ซึ่งก็ไม่ได้มีมิติที่ตื้นเขินจนเกินไป รวมทั้งทรูดี้ ซึ่งทั้งสามคนนี้เป็นเหมือนกลุ่มตัวแทนฝ่ายดีของมนุษย์ ที่พร้อมที่จะยืนหยัดข้างเจค และต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง เหล่านี้ล้วนช่วยส่งให้เหตุการณ์และการกระทำของตัวละครหลักมีคุณค่ามากขึ้น ส่วนตัวละครหลัก เจค ซัลลี่ นั้นจัดได้ว่า มีรายละเอียดสูงและมีพัฒนาการภายในที่ดีมาก

ถึงแม้หนังจะแทบไม่ได้ปูภูมิหลังของเขา แต่เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆที่ร้อยเรียงมาในเรื่อง ก็สื่อถึงตัวตน จิตใจ และอุดมการณ์ที่แท้จริงของเขา รวมทั้งเนย์ทิรี เนวีสาวที่หลงรักเจค ก็มีพัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไปทั้งต่อชีวิตและมุมมองด้านความรัก ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ดังนั้นถึงแม้ เนื้อเรื่องของ Avatar นี้จะอาจจะยังไม่ดีพอสำหรับออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ แต่เชื่อได้เลยว่า นี่จะเป็นเรื่องราวที่ผู้ชมประทับใจและจดจำไปอีกนาน

งาน production และการถ่ายทำของเรื่องนี้ เป็นไปอย่างพิถีพิถัน ผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เช่น เครื่องแต่งกาย-ประดับของเนย์ทิรี ที่คาดหน้าผากและกางเกงรัดรูปในฉากที่ไปหาแบนชี หรือสร้อยคอ และการถักผมในฉากต่างๆ การแฝงความหมายโดยนัยไว้ในรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การไว้หนวดเคราและทรงผมของเจค

ในช่วงที่เจคเข้าไปเรียนรู้ชีวิตของเนวี จะเห็นว่านักแสดงไว้หนวดรุงรังและผมค่อยๆยาว ซึ่งสื่อว่าเจคใส่ใจตัวเองที่เป็นเนวีมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ และตอนหลังที่โกนหนวดและผมยาวเรียบร้อย ก็สื่อถึงความมุ่งมั่นและการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าที่สุดแล้ว ตัวละครนี้จะยืนอยู่ข้างไหน หรือแม้แต่การถ่ายช็อตการลืมตาตื่นขึ้นมาของเจคในแต่ละครั้งก็สื่อว่าตัวละครนี้มีพัฒนาการภายในที่มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังมีการถ่ายทอดด้วยมุมกล้องที่โดดเด่น เช่น การยิงกล้องแนวดิ่งที่ได้ภาพที่แปลกตา สวยงาม

การถ่าย wide ที่แสนอลังการอย่างฉากที่ไปรวมพลเนวีที่อยู่ริมทะเล มี shot ที่ถ่าย wideออกขณะที่ฝูงอิกรานบินมาทางกล้อง หรือฉากที่เจคและเนย์ทิรีขี่อิกรานบินเที่ยวไปด้วยกัน โดยการติดตาม focus ที่ตัวละครทั้งคู่ และเคลื่อนกล้องไปในมุมต่างๆ ทำให้ได้ภาพที่ตระการตา และน่าตื่นตาตื่นใจมาก

ในแง่ของข้อคิด หรือสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการจะสื่อ ก็สอดแทรกไว้หลายประเด็น Avatar ได้ถ่ายทอดแนวคิดด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เปรียบเทียบชัดเจนนัก โดยหนังใช้ การกระทำและเดินเรื่องทางฝั่งทหาร ที่สื่อถึงความไม่แคร์ธรรมชาติหรือคนรอบข้างแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดโลกของแพนดอร่าให้เป็นธรรมชาติที่สวยงามและสมบูรณ์ คล้ายๆกับให้เราดูโลกที่สวยงามที่กำลังจะถูกทำลายและหันกลับมามองการกระทำของฝ่ายมนุษย์เอง ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ผู้ชมไม่เข้าข้างฝ่ายมนุษย์และเทใจให้เนวี นอกจากนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมยังถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของตัวละครและบทพูดต่างๆ เช่น การต้องมาแสวงหาแร่พลังงานใหม่ และที่สำคัญมาก คือช่วงที่เจคเข้าไปอธิษฐานต่อเอวา ที่ให้มองดูโลกจากความทรงจำของเกรซ มันไม่มีสีเขียวหรือความอุดมสมบูรณ์เหลืออยู่เลย แค่ dialog สั้นๆแต่ชาญฉลาดนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจสภาพความเสื่อมโทรมของโลกอันเนื่องมาจากฝีมือมนุษย์ได้

Avatar ยังแบ่งตัวละครในโลกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ มนุษย์โลกและชาวเนวี โดยสะท้อน ให้มุมมองและตีค่าของชีวิตไว้อย่างแยบยล กลุ่มตัวละครมนุษย์ส่วนใหญ่ถูกมองเป็นพวกที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีวิวัฒนาการมากกว่า ไม่เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ และจ้องแต่จะเอาเปรียบและเบียดเบียนธรรมชาติ ส่วนกลุ่มเนวีถูกมองเป็นตัวแทนของจิตใจที่บริสุทธิ์ ที่ถึงแม้จะด้อยพัฒนากว่า แต่พวกเขาก็เข้าใจความสัมพันธ์และความเป็นไปของชีวิตและธรรมชาติมากกว่า จะเห็นว่าทั้งสองส่วนนี้ เป็นสิ่งที่จะประกอบให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งตัวละครเอก เจค ซัลลี่ เรียกได้ว่าเข้าใจทั้งสองกลุ่ม(ที่เป็นตัวแทนของความคิดอีกที)ได้อย่างลึกซึ้ง เขาเคยเป็นทหาร ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดามาทั้งชีวิต

ตอนแรกเจคถูกปูเป็นเหมือนคนซื่อๆ ธรรมดาเหมือนเด็กไร้เดียงสาหรือแก้วเปล่า แต่พอดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆเราถึงรับรู้และสัมผัสได้ว่า ตัวละครนี้มีความลุ่มลึกทางความคิดและมีความเป็นมนุษย์(อารยะ)สูงมาก เขาเข้าใจความแตกต่างทางความคิด โดยไม่รังเกียจชาวเนวี เพียงเพราะมีรูปร่างไม่เหมือนเรา มองสิ่งต่างๆได้อย่างถ่องแท้ รู้ว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนมีคุณค่า(ไม่หลงไปกับอำนาจ หรือผลประโยชน์เหมือนควอริชและปาร์กเกอร์) และมีความเสียสละ ความรักและความผูกพัน ที่ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ลุกขึ้นต่อการ การรุกรานของทหาร หรือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เหล่านี้ล้วนเป็นตัวช่วยสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงผ่านตัวละครเอก

นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังใช้แนวคิด เกี่ยวกับการอวตาร และภาวะเป็นหนึ่งทางจิตใจอย่างชาญฉลาด โดยจุดประกายให้คิดว่า เมื่อโลกมายา(ชีวิตในร่างอวตาร) มันเหมือนจริงและสมบูรณ์แบบ ขนาดนั้น เราจะเลือกที่จะอยู่ในชีวิตไหน ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกสิ่งที่จริง เพราะบางทีความจริงก็ยังไม่เพียงพอ(ซึ่งเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดได้ชัดอยู่แล้ว)

แต่คือเลือกชีวิตที่มีคุณค่า ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง โลกภายนอก ส่วนประเด็นเรื่องภาวะเป็นหนึ่งทางจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าต่อการวิวัฒนาการของปัญญามาก โดยสะท้อนถึงคุณค่าของความรู้ไว้ด้วย โดยสิ่งนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเนื้อเรื่องแล้ว ยังแฝงให้เราคิด เกี่ยวกับการตีค่าสิ่งต่างๆ เช่น ในจังหวะที่ ดร.ออกัสทีน เถียงกับฝ่ายทหาร มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า สิ่งที่มีค่าจริงๆไม่ได้อยู่ในดิน แต่มันคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราต่างหาก เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่หนังถ่ายทอดมุมมองการใช้ชีวิตได้อย่างดี

สุดท้ายนี้ ทั้งจากเนื้อเรื่องที่เรียบง่ายแต่ละเมียดละไมซึ่งสะท้อนมุมมองและแฝงข้อคิด งานกำกับภาพที่สวยงาม ตระการตา และเทคนิคกราฟฟิกใหม่ที่เหมือนจริงเกินคำบรรยาย ทำให้ Avatar เป็นภาพยนตร์ที่เต็มอิ่ม ด้วยอรรถรส ความสวยงาม และความลงตัวของเนื้อเรื่อง ที่จะตราตรึงใจผู้ชมไปอีกนาน และด้วยความถึงพร้อมในองค์ประกอบต่างๆ

การสร้างและกำกับที่พิถีพิถัน ทำให้ Avatar ถูกสเป็ครางวัลออสการ์อย่างแน่นอน (คงเข้าชิงสาขาวิชวลเอฟเฟ็กต์ กำกับและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นอย่างน้อย) เรียกได้ว่า นี่จะเป็นภาพยนตร์ที่จะถูกกล่าวขานไปอีกนาน เช่นเดียวกับ Titanic และ the Lord of the Rings 10/10

ดูหนังออนไลน์

 

Posted in movie Tagged with:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*