อัปเดต SEO Trends 2021

High Quality Content ยังเป็นราชาตลอดกาล “Content is King” ยังคงเป็นวลีอมตะสำหรับการนำเสนอสิ่งต่างๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตแม้ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม ต่อให้มีเทคนิคการปรับปรุงคอนเทนต์มากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเนื้อหาคอนเทนต์ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ สิ่งที่ตามมาในหัวข้อนี้คือ ‘คอนเทนต์แบบไหนล่ะที่คนเลือกดู’

SEO (Search Engine Optimization) คือ การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และคอนเทนต์ของคุณให้มีคุณภาพและความเหมาะสมมากพอที่จะสามารถทะยานขึ้นหน้าแรกไปจนถึงการเป็น “คำตอบแรก” ของ Search Engine ได้ ท่ามกลางผลลัพธ์การค้นหามากมายมหาศาล

“ทุกๆ วันจะมีคนค้นหาข้อมูลบน Google มากกว่า 7,281,000,000 ครั้ง! (หรือ ราว 85,000 ครั้ง/วินาที)”

อ้างอิงจากข้อมูลของ Internet Live Stats ในแต่ละวันจะมีผู้คนเข้ามาค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการใน Google มากกว่า 7.2 พันล้านครั้ง หรือคือ 8.5 หมื่นครั้งต่อวินาที ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลเพื่อซื้อสินค้า หาร้านอาหาร อ่านรีวิวท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งจ้างบริษัท/คนทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าในบรรดาการค้นหาหลักพันล้านนี้ เว็บไซต์ที่แสดงเป็นอันดับต้นๆ ของ Google มักจะได้ผู้เข้าชมจำนวนมหาศาลเข้าไปเสมอ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่

หากเว็บไซต์ของคุณไม่ติดอันดับต้นๆ ใน Google เลย คงเหมือนคุณตั้งร้านในซอยลึกๆ ที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมา มีโอกาสน้อยมากที่คนทั่วไปจะมาบังเอิญเจอ คุณอาจต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อโฆษณาเพื่อโปรโมทให้คนรู้จัก

กลับกันการได้อยู่บนอันดับต้นๆ ใน Google ก็เหมือนกับคุณตั้งร้านอยู่ในที่ที่มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา ทุกวันจะมีคนหลักแสนเห็นแบรนด์และสินค้าของคุณโดยที่คุณแทบไม่ต้องซื้อโฆษณาเลย (ซึ่งปกติการตั้งร้านบนทำเลดีๆ แบบนี้คุณอาจต้องเสียค่าเช่าแพงมาก ในขณะที่ตำแหน่งบน Google นั้นคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าสักบาท)

แล้วเราจะทำยังไงให้อันดับขึ้นล่ะ ?

ถ้ารู้แล้วว่า SEO คืออะไร แล้วเราจะ “ปรับปรุง” อย่างไร
ก่อนจะเริ่มทำ SEO บนเว็บไซต์ คุณควรจะวางแผนก่อนว่าจะให้เว็บไซต์แสดงที่ผลการค้นหา Keyword โดยเริ่มจากการที่คิดว่าถ้าผู้ใช้จะเข้ามาที่เว็บของคุณ เขาจะค้นหา Google ด้วย Keyword อะไรบ้าง เมื่อได้ชุดของ Keyword แล้ว คุณสามารถตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Keyword Planner ได้ว่า Keyword แต่ละคำมีปริมาณการค้นหาประมาณเท่าไหร่ และมีสภาพการแข่งขันกับเว็บอื่นๆ สูงหรือไม่ (สภาพการแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันซื้อโฆษณา Google Ads แต่เราก็สามารถนำมาประเมินสภาพการแข่งขันตลาดคร่าวๆ ได้) จากนั้นเลือก Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาที่คุ้มค่าเป็น Keyword ชุดหลักที่เราที่จะทำใช้ SEO

นั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์ คุณได้ประโยชน์จาก Google หรือ Search Engine อื่นๆ ในด้านนี้หรือเปล่า

แนวทางการทำ SEO
ในเมื่อ SEO คือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และคอนเทนต์ แสดงว่า Google และ Search Engine อื่นๆ ย่อมมีหลักเกณฑ์การตรวจสอบและให้คะแนนอยู่ โดยฝั่ง Search Engine จะส่งเหล่า Bot เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณเป็นอยู่เรื่อยๆ แล้วดูความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับ Keyword ใดบ้าง อีกทั้งโครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์เป็นอย่างไร

วิธีการให้คะแนนอย่างละเอียดนั้นไม่มีการไม่เปิดเผยออกมา แต่มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกจำนวนมากได้ทดลองและคาดการณ์กันว่า Search Engine อันดับ 1 ของโลกอย่าง Google มีการใช้เกณฑ์อะไรบ้าง เราจึงใช้เกณฑ์เหล่านี้เป็นแนวทางในการทำ SEO โดยเว็บไซต์ Backlinko ได้สรุปปัจจัย 200 อย่างที่คาดว่ามีผลต่ออันดับใน Google ไว้ในบทความ Google’s 200 Ranking Factors: The Complete List

จากหลักเกณฑ์จำนวนมากในการทำ SEO ผมสรุปเป็นด้านหลักๆ เป็น 3 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา, ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์ และด้านความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 ด้านนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ด้านเนื้อหา
เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เพราะการที่เว็บไซต์จะเกี่ยวข้องกับ Keyword ใด Google จะดูจากความสำคัญของ Keyword ในเนื้อหาที่อยู่บนเว็บ ทั้งปริมาณ Keyword, ตำแหน่งที่ Keyword นั้นปรากฏอยู่ ว่าจะอยู่ใน Title, URL, ส่วนบนล่างของเว็บไซต์ หรือรูปแบบของ Keyword ว่าเป็นหัวข้อ, ตัวหนา, ตัวเอียงหรือ Link เป็นต้น

การทำ Content Marketing โดยการเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าให้กับผู้ชมเว็บไซต์ ก็มีส่วนช่วยในการทำ SEO ได้ทางหนึ่ง เพราะบทความจะช่วยเพิ่มปริมาณ Keyword บนเว็บไซต์คุณโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่าง
ถ้าคุณทำเว็บไซต์เกี่ยวกับธุรกิจขาย บ้าน/คอนโด การเขียนบทความให้ความรู้ เช่น “วิธีเลือก บ้าน/คอนโด ที่เหมาะสำหรับคุณ”, “วิธีตรวจรับ บ้าน/คอนโด อย่างมืออาชีพ” และลงบทความอื่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยด้าน Content Marketing แล้วก็จะช่วยด้าน SEO อีกด้วย เว็บไซต์คุณก็จะมีคะแนนความเกี่ยวข้องกับคำว่า บ้าน/คอนโด มากขึ้น อันดับเว็บไซต์บน Google คำว่า บ้าน/คอนโด ก็จะดีขึ้นด้วย

*ข้อควรระวัง : หากบทความมี Keyword ถี่มากเกินไปจนผิดธรรมชาติ (Keyword spamming) นอกจากจะสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้และสร้างภาพลบให้กับแบรนด์แล้ว Google อาจมองว่าเว็บไซต์จงใจหลอก Google และลดความน่าเชื่อของเว็บไซต์หรือแม้กระทั่งนำเว็บไซต์ออกจากการจัดอันดับไปเลยด้วย การเขียนบทความจึงควรเขียนให้เป็นธรรมชาติที่สุด

ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์ Content is King
เป็นส่วนที่เกี่ยวกับเทคนิคการทำเว็บไซต์ทั้งในด้านโครงสร้าง ความสะดวกในการใช้งาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพด้านความเร็ว ซึ่งส่วนนี้มักจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ เช่น

การทำ HTTPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลบนเว็บ
การทำ Responsive Design เพื่อให้สามารถแสดงผลอย่างเหมาะสมได้บนอุปกรณ์ทุกขนาด ทั้ง Mobile, Tablet และ PC
การทำ Inbound Link เพื่อให้แต่ละหน้าบนเว็บไซต์เชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึง และเพิ่มคะแนน Backlink ให้แต่ละหน้า
เทคนิคอื่นๆ เช่น เพิ่มความเร็วของเว็บไซต์, การบีบอัดภาพและสคริป, การใช้ Hosting ที่น่าเชื่อถือ, การสร้าง robot.txt สำหรับ Search Engine เป็นต้น
ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ แล้วพิจารณาว่าจะปรับแก้เว็บไซต์เดิมให้ดีขึ้นหรือบางครั้งอาจจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง Responsive Design เพราะหากเว็บไซต์เดิมไม่รองรับการแสดงผลบน Mobile Device แล้วการปรับแก้ของเดิมอาจยากกว่าการสร้างใหม่

คำตอบสั้นๆ คือ ‘High Quality Content’ ครับ ว่ากันง่ายๆ คือคอนเทนต์คุณภาพสูงนั่นเอง

ขนาดต้องพอเหมาะ ประโยชน์ต้องมี รวมถึงต้องเข้าถึงง่ายและตรงตามหลัก SEO นี่คือเรื่องพื้นฐานที่แทบทุกคนเข้าใจ แต่ถ้าหากทำ SEO ระยะยาวแล้วล่ะก็ต้องอาศัยปัจจัยที่มากกว่านั้นครับ

การทำคอนเทนต์ทุกคอนเทนต์ต้องมีการ Research Keywords วางแผนการนำเสนอว่าคอนเทนต์ไหนจะนำเสนอความรู้ คอนเทนต์ไหนจะนำเสนอการขายของ ยิ่งเวลาผ่านไปคนอ่านก็จะยิ่งเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะกับตัวเองได้ ยิ่งตอบโจทย์คนอ่านมากเท่าไหร่ (แน่นอนครับ ต้องขายได้) ยิ่งนับเป็น High Quality Content มากเท่านั้น

ดังนั้นก่อนทำคอนเทนต์นอกจากเขียนดีแล้วต้องมี Content Strategy ที่ดีด้วยครับ เพื่อทำให้คอนเทนต์ของเรามีคุณภาพสูงสุดในสายตากลุ่มผู้อ่านนั่นเอง

Content Strategy เครื่องมือที่ช่วยให้คอนเทนต์ของคุณได้ผลและตรงจุด

คอนเทนต์นั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่ใช้วิธีการแบบ Inbound Marketing เพราะคอนเทนต์คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย ว่าธุรกิจของคุณจะเสนอวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขากำลังเจอได้อย่างไร และคอนเทนต์จากธุรกิจของคุณคือตัวช่วยตอบคำถามให้กับลูกค้าเป้าหมายว่าทำไมพวกเขาถึงจำเป็นต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ?

ความสำคัญของคอนเทนต์จึงทำให้คุณจำเป็นต้องสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาด้วยความพิถีพิถัน เพื่อที่คอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นสามารถสะท้อนให้ลูกค้าเป้าหมายเห็นถึงคุณค่าและพันธกิจของธุรกิจของคุณ และสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมคือการมีแผนการสร้างคอนเทนต์หรือ Content Strategy

Content Strategy มีประโยชน์อย่างไร
เหตุผลที่เราอยากให้ธุรกิจของคุณมี Content Strategy เป็นของตัวคุณเองเพราะ Content Strategy ให้ประโยชน์สองอย่าง คือ

ทำให้คุณผลิตคอนเทนต์ที่ดี
สำหรับนิยามว่าด้วย ‘คอนเทนต์ที่ดี’ ของเราชาว Magnetolabs นั้นประกอบไปด้วยสามอย่าง คือ

ตรงเป้าหมาย ถูกที่ และถูกเวลา

ตรงเป้าหมาย หมายถึง ตรงกับความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย

ถูกที่ หมายถึง เผยแพร่ในแพลตฟอร์มที่ลูกค้าเป้าหมายสามารถเห็นได้ชัดเจน

ถูกเวลา หมายถึง เผยแพร่ในเวลาที่ลูกค้าเป้าหมายต้องการ

Content Strategy or Content is King จะทำให้คุณผลิต ‘คอนเทนต์ที่ดี’ อันหมายถึงคอนเทนท์ที่สามารถสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมายได้ เพราะ Content Strategy คือแนวทางที่แนะนำคุณว่าลูกค้าเป้าหมายของคุณต้องการคอนเทนต์แบบไหน จะเห็นคอนเทนท์ผ่านทางช่องทางใด และจะเห็นคอนเทนต์ในช่วงเวลาใด ซึ่งจะทำให้คุณผลิตคอนเทนต์ได้ตรงกับที่ลูกค้าเป้าหมายต้องการมากขึ้น

ทำให้คุณผลิตคอนเทนต์ได้อย่างสม่ำเสมอ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเท่าๆ กับการสร้างคอนเทนต์ที่ดี คือการสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ออกมาอย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่คอนเทนต์ถูกเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอจะทำให้ลูกค้าเป้าหมายไม่ลืมธุรกิจของคุณไปการทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอนั้นช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณ และยังเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเป้าหมายของคุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

Content Strategy จะทำให้คุณสามารถผลิตคอนเทนต์ในระยะยาวได้ เพราะ Content Strategy จะช่วยจัดระเบียบคอนเทนต์ที่คุณมี โดยเรียงตามลำดับความสำคัญของคอนเทนต์และเป้าหมายที่ธุรกิจของคุณต้องการ อีกทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างคอนเทนต์ ให้คุณสามารถสับเปลี่ยนคอนเทนต์ได้ตามสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คุณสามารถผลิตคอนเทนต์ได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อธุรกิจของคุณมีคอนเทนต์ที่ดีออกมาอย่างสม่ำเสมอ เท่ากับว่าคุณมีเครื่องมือที่จะใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมายของคุณว่าธุรกิจของคุณสามารถมอบประโยขน์ให้กับพวกเขาอย่างไรได้อย่างต่อเนื่อง

สร้าง Content Strategy ด้วย Content Strategy Canvas
หากคุณอยากจะสร้าง Content Strategy เป็นของคุณเอง แต่ยังไม่รู้ว่าเริ่มต้นอย่างไร เราขอแนะนำเครื่องมือที่เรียกว่า Content Strategy Canvas

Content Strategy Canvas เปรียบเสมือนชุดคำถามที่จะชี้ให้คุณเห็นว่าคุณจะสร้างคอนเทนต์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป้าหมายได้อย่างไร ซึ่งคำถามประกอบไปด้วย

Audience – กลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร ?

คำถามแรกที่คุณจำเป็นต้องถามเมื่อจะสร้างคอนเทนต์คือกลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์คือใคร ซึ่งในที่นี้หมายถึงคือลูกค้าเป้าหมาย (​Leads) และลูกค้า (Customer) ของธุรกิจคุณ

เมื่อคุณได้กลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์ คำถามต่อไปที่คุณต้องถามต่อคือทำไมคุณต้องทำคอนเทนท์ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้? อะไรที่จะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ชอบคอนเทนท์ของคุณ? และลูกค้ากลุ่มนี้จะเห็นคอนเทนท์ของคุณได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณตอบคำถามได้ง่ายขึ้นคือสิ่งที่เรียกว่า Customer Persona และ Customer Journey ซึ่งคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ธุรกิจการเงินสร้างคอนเทนต์ดึงดูดลูกค้าอย่างไรใน Buyer’s Journey แต่ละขั้น

Audit – คุณมีคอนเทนต์อะไรในมือแล้วบ้าง?

ขั้นตอนต่อไปคือการกลับมามองที่ตัวคุณเองว่าตอนนี้คุณมีคอนเทนต์อะไรในมืออยู่บ้าง เพราะคุณอาจไม่รู้ตัวว่าคุณมีคอนเทนต์อยู่ในมือแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันแต่อย่างใด โดยคอนเทนต์เหล่านี้อาจซุกซ่อนอยู่ในบริเวณที่คุณคาดไม่ถึงอย่างเอกสารประกอบการขายหรือคู่มือใช้งานผลิตภัณฑ์

เมื่อคุณสำรวจคอนเทนต์ที่คุณมีอยู่ในมือ คุณก็จะพอรู้คร่าวๆ ว่าคอนเทนต์ในรูปแบบใดที่คุณยังไม่มี และคุณจำเป็นต้องผลิตมันขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นคอนเทนต์ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

การสำรวจอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำคือการสำรวจคอนเทนต์ของคู่แข่ง ว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนของคอนเทนต์ที่ถูกผลิตขึ้นโดยคู่แข่งของคุณ เพื่อที่จะหาวิธีการที่จะทำให้คอนเทนต์ของคุณ ‘ดีกว่า’ คอนเทนต์ของคู่แข่ง

Branding – แบรนด์ของคุณมีลักษณะเป็นอย่างไร​?

ลักษณะของแบรนด์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีผลต่อการสร้างคอนเทนต์เป็นอย่างมาก เพราะแบรนด์เปรียบเสมือนสิ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายคาดหวังว่าพวกเขาจะได้อะไรจากคอนเทนต์ของคุณ การที่คอนเทนต์ไปคนละทิศละทางกับแบรนด์ของคุณอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าที่คาดคิด

ลักษณะของแบรนด์คือขอบเขตที่กำหนดว่าคุณสามารถสร้างคอนเทนต์ได้ในรูปแบบใดบ้าง คอนเทนต์แบบใดที่ไม่สามารถทำได้ และลักษณะของแบรนด์จะเป็นตัวที่กำหนดว่าคอนเทนต์ที่ถูกผลิตออกมาจะมี Mood and Tone หรือลักษณะในการสื่อสารออกมาเป็นอย่างไร

Production – คุณจะผลิตคอนเทนต์ได้อย่างไร?

คำถามสามข้อก่อนหน้านี้จะทำให้คุณได้ลักษณะของคอนเทนต์ที่จำเป็นต้องสร้างออกมาโดยคร่าวๆ และ เพื่อที่จะทำให้คอนเทนต์ของคุณออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ขั้นตอนต่อไปที่คุณจำเป็นต้องทำคือการวางแผนในการทำคอนเทนต์

ขั้นตอนนี้เริ่มต้นจากการถามว่า คนทำคอนเทนต์มีใครบ้าง? และพวกเขาแต่ละคนมีหน้าที่อะไร? เพื่อที่จะจัดสรรความรับผิดชอบไปให้กับทีมงานของคุณ และทำให้ทีมของคุณสามารถเริ่มงานได้ทันที

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือทรัพยากรที่เข้าไปช่วยในการสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น Metadata, Style Guide หรือ Publishing Checklist ที่นอกจากจะทำให้ทีมงานของคุณทำงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยควบคุมในคอนเทนต์ของคุณเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากขั้นตอนการผลิตได้อีกด้วย

Formats – คอนเทนต์ของคุณมีลักษณะอย่างใด?

คำถามที่คุณจำเป็นต้องตอบอีกข้อหนึ่งคือคอนเทนต์ที่คุณสร้างมาจะถูกปล่อยไปในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นบทความในบล็อก อีบุ๊ค อินโฟกราฟฟิก รับทำ SEO พอดแคสต์ หรือคลิปวิดีโอ ซึ่งหน้าที่ของคุณคือการจับคู่คอนเทนต์เข้ากับวิธีการเผยแพร่แต่ละแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและสารที่ต้องการจะสื่อ

หากคุณจับคู่ได้อย่างถูกต้อง นอกจากที่คุณจะสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้นแล้ว ผู้รับคอนเทนต์ก็จะได้รับสารตรงตามความตั้งใจที่คุณอยากให้พวกเขารับรู้ได้อีกด้วย

Workflow – กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร?

สิ่งที่สำคัญในที่นี้ประกอบไปด้วยสองส่วน คือส่วนของเครื่องมือที่จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด อย่างเช่น Content Calendar ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นว่าในแต่ละเดือนคุณต้องทำคอนเทนต์เรื่องอะไร เผยแพร่ในช่องทางใด และต้องทำจำนวนเท่าใด

อีกสิ่งหนึ่งคือส่วนของกระบวนการจัดการคอนเทนต์ว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคอนเทนต์ที่มีอยู่และคอนเทนต์ที่ถูกเผยแผร่ไปแล้วอย่างไร โดยเฉพาะ Evergreen Content ที่เป็นคอนเทนต์ที่ดูเหมือนสดใหม่ และน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการอัพเดทให้ทันสมัยอยู่เสมอ

AI เปลี่ยนโลกการใช้ Search Engine ในระยะยาว

‘เปลี่ยนโลก’ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ AI นั้นส่งผลมากจริงๆ ทั้งในฝั่งของผู้ให้บริการ Search Engine และฝั่งคนทำ SEO แค่เราอาจไม่ได้สังเกตกันหากไม่ได้มีการตามเทรนด์บ่อย ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ

ด้านผู้ให้บริการ Search Engine อันดับหนึ่งของโลก อย่าง Google ได้มีการใช้ AI เข้ามาช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพการค้นหาเป็นเวลานานแล้ว และ ล่าสุดได้มีการเปิดตัวอัลกอริทึม Bidirectional Encoder Representations from Transformer (BERT) ที่พัฒนาบนพื้นฐาน AI Neural Network

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Google Search จะเข้าใจภาษามนุษย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น มีการนำเสนอผลหน้า SERP ที่เฉพาะเจาะจง ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และเน้น Long-Tail Keyword มากขึ้นด้วย ถือเป็นการอัปเดตที่ท้าทายทีเดียวสำหรับคนทำคอนเทนต์ SEO

ทำไม ? เพราะคอนเทนต์ที่เคยขึ้นหน้าแรกๆ ด้วย Short Tail จะโดนเบียดตกอันดับไปครับ จนปีหน้าอาจเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการ Optimize เลยทีเดียว

Distribution – คุณจะปล่อยคอนเทนต์ในช่องทางไหน?

เรื่องช่องทางในการเผยแพร่คอนเทนต์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถึงแม้คุณจะพยายามสร้างคอนเทนต์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากคุณปล่อยคอนเทนต์ในช่องทางที่ลูกค้าเป้าหมายมองไม่เห็นก็เท่ากับว่าคอนเทนต์ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวมันเองได้แต่อย่างใด

คำถามต่อไปคือคุณจะเผยแพร่คอนเทนต์ในช่องทางใด? ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ บล็อก อีเมล หรือ โซเชียลมีเดีย ซึ่งคุณควรที่จะเลือกช่องทางที่ได้ผลที่สุดในการเผยแพร่คอนเทนต์

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการโปรโมทคอนเทนต์ ซึ่งมีทั้งการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ (Organic) คือการซื้อสื่อเพื่อโปรโมท (Paid Promotion) ที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้ที่มีต่อคอนเทนต์ของคุณ

​Stakeholders – ใครที่มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์บ้าง?

ไม่ใช่แค่ทีมสร้างคอนเทนต์ที่จะมีส่วนรวมในกระบวนการผลิตคอนเทนต์ แต่รวมไปถึงทุกคนที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นผู้ตัดสินใจ ผู้อนุมัติโครงการ หรือผู้ที่นำคอนเทนต์ไปใช้งาน

สิ่งที่คุณควรรู้คือผู้ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้คาดหวังอะไรจากคอนเทนต์ที่กำลังจะถูกสร้างขึ้น และทำอย่างไรถึงจะตอบสนองต่อความคาดหวังที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

​Goals – เป้าหมายที่คุณต้องการจากคอนเทนต์คืออะไร?

คำถามสุดท้ายที่คุณจำเป็นต้องถามคือ ‘เป้าหมายที่ต้องการจากคอนเทนต์คืออะไร?’ ซึ่งจะช่วยบอกคุณว่ากระบวนการสร้างคอนเทนต์ที่คุณกำลังเดินมานั้นถูกทางหรือไม่ และยังบอกด้วยว่าคุณจะวัดผลที่เกิดขึ้นจากการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างไร

โดยเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาควรอิงตามหลัก SMART Goals ซึ่งประกอบไปด้วย

Specific หรือ เจาะจง

Measurable หรือ ประเมินผลได้

Attainable หรือ ทำให้สำเร็จได้

Relevant หรือ ตรงประเด็น

Timely หรือ ทันเวลา

ตัวอย่างของ ​SMART Goals เช่น

“มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากกว่า 100,000 คน ภายในสิ้นปีการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามเว็บไซต์จาก 1,000 คน เป็น 2,000 คนภายในหกเดือน
โพสต์ Facebook ที่ได้ 1,000 Share ภายในสามเดือน
เมื่อคุณสามารถตอบคำถามได้ครบทั้งเก้าข้อ คุณก็จะเริ่มมีภาพโครงร่างในหัวแล้วว่าคุณต้องการอะไรจากคอนเทนต์และทำอย่างไรที่คุณถึงจะสร้างคอนเทนต์ที่ตอบสนองความต้องการออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งโครงร่างดังกล่าวก็คือ Content Strategy แบบคร่าวๆ ที่ได้จาก Content Strategy Canvas นั่นเอง”

ถึงเวลาสร้าง Content Strategy ของคุณเอง

เพราะคอนเทนต์คือเครื่องมือหลักในการดึงดูดและสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเป้าหมาย รวมไปถึงการสร้างความพึงพอใจของคุณ Content Strategy จึงสำคัญในฐานะเครื่องมือที่ช่วยทำให้คอนเทนต์ของคุณสื่อสารตรงไปยังเป้าหมาย กับทำให้ธุรกิจของคุณได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องเสียไป และด้วย Content Strategy Canvas ที่เป็นแนวทางให้คุณประกอบ Content Strategy ได้ด้วยตัวคุณเอง

หากธุรกิจของคุณมีแผนที่จะสร้างคอนเทนต์ แต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ที่เรา Magnetolabs มีบริการด้าน Content Marketing ตั้งแต่การวางแผนคอนเทนต์ การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์และปรับปรุงคอนเทนต์ของคุณ และทำให้คอนเทนต์ของคุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างที่ต้องการ

Posted in SEO Tagged with:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*