หินปูนใน หลอดเลือดหัวใจ ตัวการเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายฉับพลัน

หลายๆ คนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรค หลอดเลือดหัวใจ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตฉับพลันของคนไทย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อพูดถึงหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน สาเหตุแรกที่เรานึกถึงกันก็คงเป็นคราบตะกรันของไขมันที่สะสมอยู่ในหลอดเลือด แต่ในความจริงแล้ว การอุดตันของหลอดเลือดหัวใจไม่ได้มีสาเหตุมากจากคราบไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการสะสมของแคลเซียม หรือที่เราเรียกกันว่า “หินปูน” ได้เช่นเดียวกัน

หินปูนในหลอดเลือดเกิดจากอะไร ?
หินปูน ก็คือแคลเซียมในร่างกายของเราที่สะสมทับถมกันจนกลายเป็นก้อนแข็งๆ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการเสื่อมโดยธรรมชาติของแคลเซียม หรืออาจเกิดจากการอักเสบบริเวณจุดใดจุดหนึ่ง กลไกของร่างกายจึงสร้างแคลเซียมมาป้องกันบาดแผลบริเวณที่อักเสบไว้ หินปูนยังสามารถแฝงตัวมากับคราบไขมันมาเกาะติดบริเวณหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตันนั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่าคราบแคลเซียมหรือหินปูนที่เกาะอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจ แม้เพียงเล็กน้อยก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน และนำไปสู่ภาวะหัวใจวายฉับพลันได้ในอนาคต

รู้ทัน…ด้วยการตรวจหาหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เจ้าหินปูนเหล่านี้จะเริ่มก่อตัวขึ้นภายในหลอดเลือดของเราเมื่อใด กว่าจะรู้ส่วนใหญ่ก็เมื่อปรากฏอาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที่ชัดเจน หรือหากโชคร้ายกว่านั้นก็อาจพบหลังประสบภาวะหัวใจวายไปแล้ว การตรวจคราบหินปูนที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เรารู้ทัน และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

การตรวจหาแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Calcium Score) คือการคำนวณหาปริมาณแคลเซียมที่เกาะภายในผนังหลอดเลือดแดง โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Scan) ที่มีความคมชัด ซึ่งจะบอกถึงปริมาณหินปูนที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจได้อย่างแม่นยำ และบอกแนวโน้มว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลันหรือไม่ หากตรวจไม่พบหินปูนที่หลอดเลือดค่า calcium score จะเป็น 0 หมายความว่า คุณมีความเสี่ยงต่ำที่จะมีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในอนาคต แต่หากค่า calcium score สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสูงกว่า 400 คุณมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภายในระยะเวลา 2-5 ปี แม้จะไม่มีอาการใดๆ เลยก็ตาม อ่านเพิ่มเติม

Posted in สุขภาพ Tagged with:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

*